Level 9 Level 11
Level 10

ลักษณะ ๕ หมวด ๒ ว่าด้วยการมาศาลของพยานและการซักถาม


51 words 0 ignored

Ready to learn       Ready to review

Ignore words

Check the boxes below to ignore/unignore words, then click save at the bottom. Ignored words will never appear in any learning session.

All None

Ignore?
มาตรา ๑๐๖ วรรคหนึ่ง
ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถนําพยานของตนมาศาลได้เอง คู่ความฝ่ายนั้นอาจขอต่อศาลก่อนวันสืบพยานให้ออกหมายเรียกพยานนั้นมาศาลได้ โดยศาลอาจให้คู่ความฝ่ายนั้นแถลงถึงความเกี่ยวพันของพยานกับข้อเท็จจริงในคดีอันจําเป็นที่จะต้องออกหมายเรียกพยานดังกล่าวด้วยและต้องส่งหมายเรียกพร้อมสําเนาคําแถลงของผู้ขอให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน
มาตรา ๑๐๖ วรรคสอง
หมายเรียกพยานต้องมีข้อความดังนี้ (๑) ชื่อและตําบลที่อยู่ของพยาน ชื่อคู่ความ ศาล และทนายความฝ่ายผู้ขอ (๒) สถานที่และวันเวลาซึ่งพยานจะต้องไป (๓) กําหนดโทษที่จะต้องรับในกรณีที่ไม่ไปตามหมายเรียกหรือเบิกความเท็จ
มาตรา ๑๐๖ วรรคสาม
ถ้าศาลเห็นว่าพยานจะไม่สามารถเบิกความได้โดยมิได้ตระเตรียม ศาลจะจดแจ้งข้อเท็จจริงซึ่งพยานอาจถูกซักถามลงไว้ในหมายเรียกด้วยก็ได้
มาตรา ๑๐๖/๑ วรรคหนึ่ง (๑)
ห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยานดังต่อไปนี้ (๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
มาตรา ๑๐๖/๑ วรรคหนึ่ง (๒)
ห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยานดังต่อไปนี้ (๒) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ไม่ว่าในกรณีใด ๆ
มาตรา ๑๐๖/๑ วรรคหนึ่ง (๓)
ห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยานดังต่อไปนี้ (๓) ผู้ที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมาย
มาตรา ๑๐๖/๑ วรรคสอง
ในกรณีตาม (๒) และ (๓) ให้ศาลหรือผู้พิพากษาที่รับมอบ หรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งออกคําบอกกล่าวว่าจะสืบพยานนั้น ณ สถานที่และวันเวลาใดแทนการออกหมายเรียก โดยในกรณีตาม (๒) ให้ส่งไปยังพยาน ส่วนตาม (๓) ให้ส่งคําบอกกล่าวไปยังสํานักงานศาลยุติธรรมเพื่อดําเนินการตามบทบัญญัติว่าด้วยการนั้น หรือตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
มาตรา ๑๐๗
ถ้าศาลเห็นว่าในการสืบสวนหาความจริงจําเป็นต้องไปสืบพยาน ณ สถานที่ซึ่งข้อเท็จจริงอันประสงค์จะให้พยานเบิกความนั้นได้เกิดขึ้น ให้ศาลหรือผู้พิพากษาที่รับมอบ หรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อการนั้นส่งหมายเรียกไปยังพยานระบุสถานที่และวันเวลาที่จะไปสืบพยาน แล้วสืบพยานไปตามนั้น
มาตรา ๑๐๘
พยานที่ได้รับหมายเรียกโดยชอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๖ และมาตรา ๑๐๗ นั้น จําต้องไป ณ สถานที่และตามวันเวลาที่กําหนดไว้ เว้นแต่มีเหตุเจ็บป่วยหรือมีข้อแก้ตัวอันจําเป็นอย่างอื่นโดยได้แจ้งเหตุนั้นให้ศาลทราบแล้ว และศาลเห็นว่าข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวนั้นฟังได้
มาตรา ๑๐๙
เมื่อพยานคนใดได้เบิกความแล้ว ไม่ว่าพยานนั้นจะได้รับหมายเรียก หรือคู่ความนํามาเองก็ดี พยานนั้นย่อมหมดหน้าที่ ๆ จะอยู่ที่ศาลอีกต่อไป เว้นแต่ศาลจะได้สั่งให้พยานนั้นรอคอยอยู่ตามระยะเวลาที่ศาลจะกําหนดไว้
มาตรา ๑๑๐
ถ้าพยานคนใดที่คู่ความได้บอกกล่าวความจํานงจะอ้างอิงคําเบิกความของพยานโดยชอบแล้ว ไม่ไปศาลในวันกําหนดนับสืบพยานนั้น ศาลชอบที่จะดําเนินการพิจารณาต่อไป และชี้ขาดตัดสินคดีโดยไม่ต้องสืบพยานเช่นว่านั้นได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตราต่อไปนี้
มาตรา ๑๑๑ (๑)
เมื่อศาลเห็นว่าคําเบิกความของพยานที่ไม่มาศาลเป็นข้อสําคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี (๑) แต่ศาลเห็นว่าข้ออ้างว่าพยานไม่สามารถมาศาลนั้นเป็นเพราะเหตุเจ็บป่วยของพยาน หรือพยานมีข้อแก้ตัวอันจําเป็นอย่างอื่นที่ฟังได้ ศาลจะเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปเพื่อให้พยานมาศาลหรือเพื่อสืบพยานนั้น ณ สถานที่และเวลาอันควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ หรือ
มาตรา ๑๑๑ (๒)
เมื่อศาลเห็นว่าคําเบิกความของพยานที่ไม่มาศาลเป็นข้อสําคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี (๒) ศาลเห็นว่าพยานได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว จงใจไม่ไปยังศาลหรือไม่ไป ณ สถานที่และตามวันเวลาที่กําหนดไว้ หรือได้รับคําสั่งศาลให้รอคอยอยู่แล้วจงใจหลบเสีย ศาลจะเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปและออกหมายจับและเอาตัวพยานกักขังไว้จนกว่าพยานจะได้เบิกความตามวันที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ทั้งนี้ ไม่เป็นการลบล้างโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๑๒ (๑)
ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ (๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์
มาตรา ๑๑๒ (๒)
ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ (๒) บุคคลที่มีอายุต่ํากว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ
มาตรา ๑๑๒ (๓)
ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ (๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา
มาตรา ๑๑๒ (๔)
ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคําปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ (๔) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบานหรือกล่าวคําปฏิญาณ
มาตรา ๑๑๓
พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามไม่ให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หรือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ
มาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง
ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลังและศาลมีอํานาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้
มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง
แต่ถ้าพยานคนใดเบิกความโดยได้ฟังคําพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนมาแล้ว และคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าศาลไม่ควรฟังคําเบิกความเช่นว่านี้ เพราะเป็นการผิดระเบียบถ้าศาลเห็นว่าคําเบิกความเช่นว่านี้เป็นที่เชื่อฟังได้ หรือมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยได้ฟังคําเบิกความของพยานคนก่อน หรือไม่สามารถทําให้คําวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลจะไม่ฟังว่าคําเบิกความเช่นว่านี้เป็นผิดระเบียบก็ได้
มาตรา ๑๑๕
พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์หรือพระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา แม้มาเป็นพยานจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ก็ได้สําหรับบุคคลที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมายจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดไว้ตามกฎหมายนั้น ๆ ก็ได้
มาตรา ๑๑๖ วรรคหนึ่ง
ในเบื้องต้นให้พยานตอบคําถามเรื่อง นาม อายุ ตําแหน่ง หรืออาชีพภูมิลําเนาและความเกี่ยวพันกับคู่ความ
มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง (๑)
แล้วศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ (๑) ศาลเป็นผู้ถามพยานเอง กล่าวคือ แจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริง ซึ่งต้องการสืบแล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้น ๆ โดยวิธีเล่าเรื่องตามลําพังหรือโดยวิธีตอบคําถามของศาล หรือ
มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง (๒)
แล้วศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ (๒) ให้คู่ความซักถาม และถามค้านพยานไปทีเดียว ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่อไปนี้
มาตรา ๑๑๗ วรรคหนึ่ง
คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะตั้งข้อซักถามพยานได้ในทันใดที่พยานได้สาบานตนและแสดงตนตามมาตรา ๑๑๒ และ ๑๑๖ แล้ว หรือถ้าศาลเป็นผู้ซักถามพยานก่อน ก็ให้คู่ความซักถามได้ต่อเมื่อศาลได้ซักถามเสร็จแล้ว
มาตรา ๑๑๗ วรรคสอง
เมื่อคู่ความฝ่ายที่ต้องอ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะถามค้านพยานนั้นได้
มาตรา ๑๑๗ วรรคสาม
เมื่อได้ถามค้านพยานเสร็จแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะถามติงได้
มาตรา ๑๑๗ วรรคสี่
เมื่อได้ถามติงพยานเสร็จแล้ว ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดซักถามพยานอีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดได้รับอนุญาตให้ถามพยานได้ดังกล่าวนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมถามค้านพยานได้อีกในข้อที่เกี่ยวกับคําถามนั้น
มาตรา ๑๑๗ วรรคห้า
คู่ความที่ระบุพยานคนใดไว้ จะไม่ติดใจสืบพยานคนนั้นก็ได้ ในเมื่อพยานคนนั้นยังมิได้เบิกความตามข้อถามของศาล หรือของคู่ความฝ่ายที่อ้าง แต่ถ้าพยานได้เริ่มเบิกความแล้วพยานอาจถูกถามค้านหรือถามติงได้
มาตรา ๑๑๗ วรรคหก
ถ้าพยานเบิกความเป็นปรปักษ์แก่คู่ความฝ่ายที่อ้างตนมา คู่ความฝ่ายนั้นอาจขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้นเสมือนหนึ่งพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา
มาตรา ๑๑๗ วรรคเจ็ด
การซักถามพยานก็ดี การซักค้านพยานก็ดี การถามติงพยานก็ดี ถ้าคู่ความคนใดได้ตั้งทนายความไว้หลายคน ให้ทนายความคนเดียวเป็นผู้ถาม เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น
มาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง
ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะซักถามพยานก็ดี หรือถามติงพยานก็ดี ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คําถามนํา เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือได้รับอนุญาตจากศาล
มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง
ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะถามติงพยาน ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คําถามอื่นใดนอกจากคําถามที่เกี่ยวกับคําพยานเบิกความตอบคําถามค้าน
มาตรา ๑๑๘ วรรคสาม (๑)
ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามไม่ให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถามพยานด้วย (๑) คําถามอันไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี
มาตรา ๑๑๘ วรรคสาม (๒)
ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามไม่ให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถามพยานด้วย (๒) คําถามที่อาจทําให้พยาน หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกต้องรับโทษทางอาญา หรือคําถามที่เป็นหมิ่นประมาทพยาน เว้นแต่คําถามเช่นว่านั้นเป็นข้อสาระสําคัญในอันที่จะชี้ขาดข้อพิพาท
มาตรา ๑๑๘ วรรคสี่
ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถามพยานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งร้องคัดค้าน ศาลมีอํานาจที่จะชี้ขาดว่าควรให้ใช้คําถามนั้นหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ถ้าคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องคัดค้านคําชี้ขาดของศาล ก่อนที่ศาลจะดําเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดไว้ในรายงานซึ่งคําถามและข้อคัดค้าน ส่วนเหตุที่คู่ความคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้นให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงาน หรือกําหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคําแถลงเป็นหนังสือเพื่อรวมไว้ในสํานวน
มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง
ไม่ว่าเวลาใด ๆ ในระหว่างที่พยานเบิกความ หรือภายหลังที่พยานได้เบิกความแล้ว แต่ก่อนมีคําพิพากษา ให้ศาลมีอํานาจที่จะถามพยานด้วยคําถามใด ๆ ตามที่เห็นว่าจําเป็น เพื่อให้คําเบิกความของพยานบริบูรณ์ หรือชัดเจนยิ่งขึ้น หรือเพื่อสอบสวนถึงพฤติการณ์ที่ทําให้พยานเบิกความเช่นนั้น
มาตรา ๑๑๙ วรรคสอง
ถ้าพยานสองคนหรือกว่านั้นเบิกความขัดกัน ในข้อสําคัญแห่งประเด็น เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคําขอ ให้ศาลมีอํานาจเรียกพยานเหล่านั้นมาสอบถามปากคําพร้อมกันได้
มาตรา ๑๒๐
ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคําเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้าง หรือที่ศาลเรียกมาไม่ควรเชื่อฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนําพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร
มาตรา ๑๒๐/๑ วรรคหนึ่ง
เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคําร้องและคู่ความอีกฝ่ายไม่คัดค้าน และศาลเห็นสมควรศาลอาจอนุญาตให้คู่ความฝ่ายที่มีคําร้องเสนอบันทึกถ้อยคําทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของผู้ที่ตนประสงค์จะอ้างเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคําต่อศาลแทนการซักถามผู้ให้ถ้อยคําเป็นพยานต่อหน้าศาลได้
มาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสอง
คู่ความที่ประสงค์จะเสนอบันทึกถ้อยคําแทนการซักถามพยานดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง จะต้องยื่นคําร้องแสดงความจํานงพร้อมเหตุผลต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน และให้ศาลพิจารณากําหนดระยะเวลาที่คู่ความจะต้องยื่นบันทึกถ้อยคําดังกล่าวต่อศาลและส่งสําเนาบันทึกถ้อยคํานั้นให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันสืบพยานคนนั้น เมื่อมีการยื่นบันทึกถ้อยคําต่อศาลแล้วคู่ความที่ยื่นไม่อาจขอถอนบันทึกถ้อยคํานั้น บันทึกถ้อยคํานั้นเมื่อพยานเบิกความรับรองแล้วให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคําเบิกความตอบคําซักถาม
มาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสาม
ให้ผู้ให้ถ้อยคํามาศาลเพื่อเบิกความตอบคําซักถามเพิ่มเติม ตอบคําถามค้าน และคําถามติงของคู่ความหากผู้ให้ถ้อยคําไม่มาศาล ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกถ้อยคําของผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแต่ถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีจําเป็นหรือมีเหตุสุดวิสัยที่ผู้ให้ถ้อยคําไม่สามารถมาศาลได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จะรับฟังบันทึกถ้อยคําที่ผู้ให้ถ้อยคํามิได้มาศาลนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นก็ได้
มาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสี่
ในกรณีที่คู่ความตกลงกันให้ผู้ให้ถ้อยคําไม่ต้องมาศาล หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือไม่ติดใจถามค้าน ให้ศาลรับฟังบันทึกถ้อยคําดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้
มาตรา ๑๒๐/๒ วรรคหนึ่ง
เมื่อคู่ความมีคําร้องร่วมกันและศาลเห็นสมควร ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคํายืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคําซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนําพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ให้ถ้อยคําที่จะมาศาลเพื่อให้การเพิ่มเติม
มาตรา ๑๒๐/๒ วรรคสอง
สําหรับลายมือชื่อของผู้ให้ถ้อยคําให้นํามาตรา ๔๗ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๐/๓ วรรคหนึ่ง
บันทึกถ้อยคําตามมาตรา ๑๒๐/๑ และมาตรา ๑๒๐/๒ ให้มีรายการดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อศาลและเลขคดี (๒) วัน เดือน ปี และสถานที่ที่ทําบันทึกถ้อยคํา (๓) ชื่อและสกุลของคู่ความ (๔) ชื่อ สกุล อายุ ที่อยู่ และอาชีพ ของผู้ให้ถ้อยคํา และความเกี่ยวพันกับคู่ความ (๕) รายละเอียดแห่งข้อเท็จจริง หรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคํา (๖) ลายมือชื่อของผู้ให้ถ้อยคําและคู่ความฝ่ายผู้เสนอบันทึกถ้อยคํา
มาตรา ๑๒๐/๓ วรรคหนึ่ง
ห้ามมิให้แก้ไขเพิ่มเติมบันทึกถ้อยคําที่ได้ยื่นไว้แล้วต่อศาล เว้นแต่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย
มาตรา ๑๒๐/๔ วรรคหนึ่ง
คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้ศาลทําการสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยระบบการประชุมทางจอภาพได้ โดยคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่าย หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลจะอนุญาตตามคําร้องนั้นก็ได้ โดยให้ศาลดําเนินกระบวนพิจารณาไปตามข้อกําหนดแนวทางการสืบพยานของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาที่ออกตามมาตรา ๑๐๓/๓ รวมทั้งระบุวิธีการสืบพยาน สถานที่ และสักขีพยานในการสืบพยานตามข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาดังกล่าว และไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการดําเนินคดี
มาตรา ๑๒๐/๔ วรรคสอง
การเบิกความตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าพยานเบิกความในห้องพิจารณาของศาล
มาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง
ในการนั่งพิจารณาทุกครั้ง เมื่อพยานคนใดเบิกความแล้ว ให้ศาลอ่านคําเบิกความนั้นให้พยานฟัง และให้พยานลงลายมือชื่อไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ และ ๕๐
มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง
ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีที่มีการใช้บันทึกถ้อยคําแทนการเบิกความของพยานตามมาตรา ๑๒๐/๑ หรือมาตรา ๑๒๐/๒ หรือกรณีที่มีการสืบพยานโดยใช้ระบบการประชุมทางจอภาพตามมาตรา ๑๒๐/๔ หรือกรณีที่มีการบันทึกการเบิกความของพยานโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซึ่งสามารถถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียงหรือโดยใช้วิธีการอื่นใดซึ่งคู่ความและพยานสามารถตรวจสอบถึงความถูกต้องของบันทึกการเบิกความนั้นได้ แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือพยานขอตรวจดูบันทึกการเบิกความของพยานนั้น ให้ศาลจัดให้มีการตรวจดูบันทึกการเบิกความนั้น