Level 13 Level 15
Level 14

ลักษณะ ๖ หมวด ๒ ข้อความและผลแห่งคำพิพากษาและคำสั่ง


39 words 0 ignored

Ready to learn       Ready to review

Ignore words

Check the boxes below to ignore/unignore words, then click save at the bottom. Ignored words will never appear in any learning session.

All None

Ignore?
มาตรา ๑๔๐ (๑)
การทําคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล ให้ดําเนินตามข้อบังคับต่อไปนี้ (๑) ศาลจะต้องประกอบครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยเขตอํานาจศาล และอํานาจผู้พิพากษา
มาตรา ๑๔๐ (๒) ๑
การทําคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล ให้ดําเนินตามข้อบังคับต่อไปนี้ (๒) ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓ ถ้าคําพิพากษาหรือคําสั่งจะต้องทําโดยผู้พิพากษาหลายคน คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นจะต้องบังคับตามความเห็นของฝ่ายข้างมาก ในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ ถ้าผู้พิพากษาคนใดมีความเห็นแย้งก็ให้ผู้พิพากษาคนนั้นเขียนใจความแห่งความเห็นแย้งและเหตุผลของตนกลัดไว้ในสํานวน
มาตรา ๑๔๐ (๒) ๒
ในศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เห็นสมควร จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ได้ หรือถ้ามีกฎหมายกําหนดให้วินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีเรื่องใดโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีก็ให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดี แล้วแต่กรณี
มาตรา ๑๔๐ (๒) ๓
ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓ ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกานั้น ให้ประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนผู้พิพากษาในศาลนั้นหรือในแผนกคดีที่มีการประชุมและให้ประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา ประธานแผนกคดีของศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี หรือผู้ทําการแทน เป็นประธาน
มาตรา ๑๔๐ (๒) ๔
คําวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก และถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานแห่งที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๔๐ (๒) ๕
ในคดีซึ่งที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดีได้วินิจฉัยปัญหาแล้ว คําพิพากษาหรือคําสั่งต้องเป็นไปตามคําวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดี และต้องระบุไว้ด้วยว่าปัญหาข้อใดได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมแผนกคดี ผู้พิพากษาที่เข้าประชุมแม้มิใช่เป็นผู้นั่งพิจารณาก็ให้มีอํานาจพิพากษาหรือทําคําสั่งในคดีนั้นได้ และเฉพาะในศาลชั้นอุทธรณ์ให้ทําความเห็นแย้งพร้อมเหตุผลได้ด้วย
มาตรา ๑๔๐ (๒) ๖
ในกรณีที่ปัญหาใดในคดีเรื่องใด ได้มีคําวินิจฉัยโดยที่ประชุมแผนกคดีแล้ว หากประธานของศาลชั้นอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เห็นสมควรจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยที่ประชุมใหญ่อีกก็ได้
มาตรา ๑๔๐ (๓) ๑
การทําคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล ให้ดําเนินตามข้อบังคับต่อไปนี้ (๓) การอ่านคําพิพากษาหรือคําสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผย ตามเวลาที่กําหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดลงไว้ในคําพิพากษาหรือคําสั่ง หรือในรายงานซึ่งการอ่านนั้น และให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสําคัญ
มาตรา ๑๔๐ (๓) ๒
ถ้าคู่ความไม่มาศาล ศาลจะงดการอ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงาน และให้ถือว่าคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว
มาตรา ๑๔๐ (๓) ๓
เมื่อศาลที่พิพากษาคดี หรือที่ได้รับคําสั่งจากศาลสูงให้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่ง ได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งตามบทบัญญัติในมาตรานี้วันใด ให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่พิพากษาหรือมีคําสั่งคดีนั้น
มาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ทําเป็นหนังสือ และต้องกล่าวหรือแสดง (๑) ชื่อศาลที่พิพากษาคดีนั้น (๒) ชื่อคู่ความทุกฝ่ายและผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทน ถ้าหากมี (๓) รายการแห่งคดี (๔) เหตุผลแห่งคําวินิจฉัยทั้งปวง (๕) คําวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีตลอดทั้งค่าฤชาธรรมเนียม
มาตรา ๑๔๑ วรรคสอง
คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาที่พิพากษาหรือทําคําสั่ง หรือถ้าผู้พิพากษาคนใดลงลายมือชื่อไม่ได้ ก็ให้ผู้พิพากษาอื่นที่พิพากษาหรือทําคําสั่งคดีนั้นหรืออธิบดีผู้พิพากษา แล้วแต่กรณี จดแจ้งเหตุที่ผู้พิพากษาคนนั้นมิได้ลงลายมือชื่อและมีความเห็นพ้องด้วยคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น แล้วกลัดไว้ในสํานวนความ
มาตรา ๑๔๑ วรรคสาม
ในกรณีที่ศาลมีอํานาจทําคําสั่งหรือพิพากษาคดีได้ด้วยวาจา การที่ศาลจะต้องทํารายงานเกี่ยวด้วยคําสั่งหรือคําพิพากษานั้นไม่จําต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผลแห่งคําวินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความฝ่ายใดแจ้งความจํานงที่จะอุทธรณ์หรือได้ยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ให้ศาลมีอํานาจทําคําชี้แจงแสดงรายการข้อสําคัญ หรือเหตุผลแห่งคําวินิจฉัยกลัดไว้กับบันทึกนั้นภายในเวลาอันสมควร
มาตรา ๑๔๒ (๑)
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทําคําสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง เว้นแต่ (๑) ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จําเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคําสั่งให้ขับไล่จําเลยก็ได้ คําสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจําเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอํานาจพิเศษให้ศาลเห็นได้
มาตรา ๑๔๒ (๒)
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทําคําสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง เว้นแต่ (๒) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้
มาตรา ๑๔๒ (๓)
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทําคําสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง เว้นแต่ (๓) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชําระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยจนถึงวันที่ได้ชําระเสร็จตามคําพิพากษาก็ได้
มาตรา ๑๔๒ (๔)
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทําคําสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง เว้นแต่ (๔) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายอันต่อเนื่องคํานวณถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้ชําระค่าเช่าและค่าเสียหายเช่นว่านี้จนถึงวันที่ได้ชําระเสร็จตามคําพิพากษาก็ได้
มาตรา ๑๔๒ (๕)
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทําคําสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง เว้นแต่ (๕) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้
มาตรา ๑๔๒ (๖)
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคําฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทําคําสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคําฟ้อง เว้นแต่ (๖) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชําระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกําหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคํานึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดําเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้
มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง
ถ้าในคําพิพากษาหรือคําสั่งใด มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ และมิได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น เมื่อศาลที่ได้พิพากษาหรือมีคําสั่งนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคําสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาด หรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกก็ได้ แต่ถ้าได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น อํานาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้น ย่อมอยู่แก่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คําขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้น ให้ยื่นต่อศาลดังกล่าวแล้ว โดยกล่าวไว้ในฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา หรือโดยทําเป็นคําร้องส่วนหนึ่งต่างหาก
มาตรา ๑๔๓ วรรคสอง
การทําคําสั่งเพิ่มเติมมาตรานี้ จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้คําวินิจฉัยในคําพิพากษาหรือคําสั่งเดิม
มาตรา ๑๔๓ วรรคสาม
เมื่อได้ทําคําสั่งเช่นว่านั้นแล้ว ห้ามไม่ให้คัดสําเนาคําพิพากษาหรือคําสั่งเดิม เว้นแต่จะได้คัดสําเนาคําสั่งเพิ่มเติมนั้นรวมไปด้วย
มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง (๑)
เมื่อศาลใดมีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (๑) การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๔๓
มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง (๒)
เมื่อศาลใดมีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (๒) การพิจารณาใหม่แห่งคดีซึ่งได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียว ตามมาตรา ๒๐๙ และคดีที่เอกสารได้สูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา ๕๓
มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง (๓)
เมื่อศาลใดมีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (๓) การยื่น การยอมรับ หรือไม่ยอมรับ ซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา ๒๒๙ และ ๒๔๗ และการดําเนินวิธีบังคับชั่วคราวในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาตามมาตรา ๒๕๔ วรรคสุดท้าย
มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง (๔)
เมื่อศาลใดมีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (๔) การที่ศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ส่งคดีคืนไปยังศาลล่างที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้น เพื่อให้พิพากษาใหม่หรือพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามมาตรา ๒๔๓
มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง (๕)
เมื่อศาลใดมีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (๕) การบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งตามมาตรา ๒๗๑
มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง
ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิในอันที่จะบังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖ และ ๒๔๐ ว่าด้วยการดําเนินกระบวนพิจารณาโดยศาลอื่นแต่งตั้ง
มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง
ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา และการพิจารณาใหม่ คําพิพากษาหรือคําสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคําสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคําสั่ง จนถึงวันที่คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี
มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๑)
ถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คําพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วยก็ดี คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๒ (๑) มาตรา ๒๔๕ และมาตรา ๓๖๖ และในข้อต่อไปนี้ (๑) คําพิพากษาเกี่ยวด้วยฐานะหรือความสามารถของบุคคล หรือคําพิพากษาสั่งให้เลิกนิติบุคคล หรือคําสั่งเรื่องล้มละลายเหล่านี้ บุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้
มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒)
ถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คําพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วยก็ดี คําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๒ (๑) มาตรา ๒๔๕ และมาตรา ๓๖๖ และในข้อต่อไปนี้ (๒) คําพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า
มาตรา ๑๔๖ วรรคหนึ่ง
เมื่อมีคําพิพากษาหรือคําสั่งอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชําระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ และคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นขัดกัน ให้ถือตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลที่สูงกว่า
มาตรา ๑๔๖ วรรคสอง
ถ้าศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน หรือศาลชั้นต้นสองศาลในลําดับชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาหรือมีคําสั่งดังกล่าวมาแล้ว คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้น ชอบที่จะยื่นคําร้องขอต่อศาลที่อยู่ในลําดับสูงขึ้นไปให้มีคําสั่งกําหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาหรือคําสั่งใด คําสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด
มาตรา ๑๔๗ วรรคหนึ่ง
คําพิพากษาหรือคําสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคําขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป
มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง
คําพิพากษาหรือคําสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคําขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กําหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคําขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคําสั่งให้จําหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒ คําพิพากษาหรือคําสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคําสั่งให้จําหน่ายคดีจากสารบบความ
มาตรา ๑๔๗ วรรคสาม
คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจยื่นคําขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้น ให้ออกใบสําคัญแสดงว่าคําพิพากษาหรือคําสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว
มาตรา ๑๔๘ (๑)
คดีที่ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (๑) เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล
มาตรา ๑๔๘ (๒)
คดีที่ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (๒) เมื่อคําพิพากษาหรือคําสั่งได้กําหนดวิธีการชั่วคราวให้อยู่ภายในบังคับที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเสียได้ตามพฤติการณ์
มาตรา ๑๔๘ (๓)
คดีที่ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (๓) เมื่อคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นให้ยกฟ้องเสียโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนําคําฟ้องมายื่นใหม่ ในศาลเดียวกันหรือในศาลอื่น ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ