Level 3 Level 5
Level 4

ลักษณะ ๒ หมวด ๓ อำนาจและหน้าที่ของศาล


58 words 0 ignored

Ready to learn       Ready to review

Ignore words

Check the boxes below to ignore/unignore words, then click save at the bottom. Ignored words will never appear in any learning session.

All None

Ignore?
มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๑)
ห้ามมิให้ศาลใช้อํานาจนอกเขตศาล เว้นแต่ (๑) ถ้าบุคคลผู้ที่จะถูกซักถามหรือถูกตรวจ หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์หรือสถานที่ซึ่งจะถูกตรวจมิได้ยกเรื่องเขตศาลขึ้นคัดค้าน ศาลจะทําการซักถามหรือตรวจดังว่านั้นนอกเขตศาลก็ได้
มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๒)
ห้ามมิให้ศาลใช้อํานาจนอกเขตศาล เว้นแต่ (๒) ศาลจะออกหมายเรียกคู่ความหรือบุคคลนอกเขตศาลก็ได้ ส่วนการที่จะนําบทบัญญัติมาตรา ๓๑, ๓๓, ๑๐๘, ๑๐๙ และ ๑๑๑ แห่งประมวลกฎหมายนี้และมาตรา ๑๔๗ แห่งกฎหมายลักษณะอาญามาใช้บังคับได้นั้น ต้องให้ศาลซึ่งมีอํานาจในเขตศาลนั้นสลักหลังหมายเสียก่อน
มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๓)
ห้ามมิให้ศาลใช้อํานาจนอกเขตศาล เว้นแต่ (๓) หมายบังคับคดีและหมายของศาลที่ออกให้จับและกักขังบุคคลผู้ใดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ อาจบังคับได้ไม่ว่าในที่ใด ๆ
มาตรา ๑๕ วรรคสอง
ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดี ให้บังคับตามมาตรา ๒๗๑ วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า
มาตรา ๑๕ วรรคสาม
คดีที่ศาลแพ่งได้รับไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือที่ได้โอนไปยังศาลแพ่งตามมาตรา ๖/๑ ให้ศาลแพ่งมีอํานาจดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ นอกเขตศาลได้ตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๑๖ (๑)
ถ้าจะต้องทําการซักถาม หรือตรวจ หรือดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ (๑) โดยศาลชั้นต้นศาลใด นอกเขตศาลนั้น ให้ศาลที่กล่าวแล้วมีอํานาจที่จะแต่งตั้งศาลอื่นที่เป็นศาลชั้นต้นให้ทําการซักถามหรือตรวจภายในบังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ หรือดําเนินกระบวนพิจารณาแทนได้ หรือ
มาตรา ๑๖ (๒)
ถ้าจะต้องทําการซักถาม หรือตรวจ หรือดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ (๒) โดยศาลแพ่งหรือศาลอาญา นอกเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีหรือโดยศาลอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ศาลที่กล่าวแล้วมีอํานาจที่จะแต่งตั้งศาลอื่นที่เป็นศาลชั้นต้นให้ทําการซักถามหรือตรวจภายในบังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ หรือดําเนินกระบวนพิจารณาแทนได้
มาตรา ๑๗
คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ต่อศาลนั้น ให้ศาลดําเนินการไปตามลําดับเลขหมายสํานวนในสารบบความ เว้นแต่ศาลจะกําหนดเป็นอย่างอื่นเมื่อมีเหตุผลพิเศษ
มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง
ให้ศาลมีอํานาจที่จะตรวจคําคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ
มาตรา ๑๘ วรรคสอง
ถ้าศาลเห็นว่าคําคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออกหรืออ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชําระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ศาลจะมีคําสั่งให้คืนคําคู่ความนั้นไปให้ทํามาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือชําระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ภายในระยะเวลาและกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกําหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กําหนดไว้ก็ให้มีคําสั่งไม่รับคําคู่ความนั้น
มาตรา ๑๘ วรรคสาม
ถ้าศาลเห็นว่าคําคู่ความที่ได้นํามายื่นดังกล่าวข้างต้น มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ นอกจากที่กล่าวมาในวรรคก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าสิทธิของคู่ความหรือบุคคลซึ่งยื่นคําคู่ความนั้นได้ถูกจํากัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอํานาจศาล ก็ให้ศาลมีคําสั่งไม่รับหรือคืนคําคู่ความนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอํานาจ
มาตรา ๑๘ วรรคสี่
ถ้าไม่มีข้อขัดข้องดังกล่าวแล้ว ก็ให้ศาลจดแจ้งแสดงการรับคําคู่ความนั้นไว้บนคําคู่ความนั้นเองหรือในที่อื่น
มาตรา ๑๘ วรรคห้า
คําสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคําคู่ความตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗
มาตรา ๑๙
ศาลมีอํานาจสั่งได้ตามที่เห็นสมควรให้คู่ความทุกฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาศาลด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าคู่ความนั้น ๆ จะได้มีทนายความว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วก็ดี อนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่าการที่คู่ความมาศาลด้วยตนเองอาจยังให้เกิดความตกลงหรือการประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่อไปนี้ ก็ให้ศาลสั่งให้คู่ความมาศาลด้วยตนเอง
มาตรา ๒๐
ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดําเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลมีอํานาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้น
มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคหนึ่ง
เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลจะสั่งให้ดําเนินการเป็นการลับเฉพาะต่อหน้าตัวความทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยจะให้มีทนายความอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้
มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคสอง
เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลอาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้ประนีประนอม เพื่อช่วยเหลือศาลในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ประนีประนอมกัน
มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคสาม
หลักเกณฑ์และวิธีการในการไกล่เกลี่ยของศาล การแต่งตั้งผู้ประนีประนอม รวมทั้งอํานาจหน้าที่ของผู้ประนีประนอม ให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา
มาตรา ๒๐ ทวิ วรรคสี่
ข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคสาม เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)
เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคําขอหรือคําแถลงต่อศาล (๑) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คําขอหรือคําแถลงจะต้องทําเป็นคําร้องหรือเป็นหนังสือ ก็ให้ศาลมีอํานาจที่จะยอมรับคําขอหรือคําแถลงที่คู่ความได้ทําในศาลด้วยวาจาได้ แต่ศาลต้องจดข้อความนั้นลงไว้ในรายงาน หรือจะกําหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้อง หรือยื่นคําแถลงเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒)
เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคําขอหรือคําแถลงต่อศาล (๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คําขออันใดจะทําได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลทําคําสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อน แต่ทั้งนี้ ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัด
มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๓)
เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคําขอหรือคําแถลงต่อศาล (๓) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า คําขออันใดอาจทําได้แต่ฝ่ายเดียวแล้ว ให้ศาลมีอํานาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคําสั่งในเรื่องนั้น ๆ ได้ เว้นแต่ในกรณีที่คําขอนั้นเป็นเรื่องขอหมายเรียกให้ให้การ หรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคําพิพากษาหรือเพื่อให้ออกหมายบังคับ หรือเพื่อจับหรือกักขังจําเลยหรือลูกหนี้ตามคําพิพากษา
มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๔)
เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคําขอหรือคําแถลงต่อศาล (๔) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคําสั่งอนุญาตตามคําขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้นโดยไม่ต้องทําการไต่สวนแล้ว ก็ให้ศาลมีอํานาจทําการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคําสั่งตามคําขอนั้น
มาตรา ๒๑ วรรคสอง
ในกรณีเรื่องใดที่ศาลอาจออกคําสั่งได้เองหรือต่อเมื่อคู่ความมีคําขอ ให้ใช้บทบัญญัติอนุมาตรา (๒), (๓) และ (๔) แห่งมาตรานี้บังคับ
มาตรา ๒๑ วรรคสาม
ในกรณีเรื่องใดที่คู่ความไม่มีอํานาจขอให้ศาลมีคําสั่ง แต่หากศาลอาจมีคําสั่งในกรณีเรื่องนั้นได้เอง ให้ศาลมีอํานาจภายในบังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๐๓ และ ๑๘๑ (๒) ที่จะงดฟังคู่ความหรืองดทําการไต่สวนก่อนออกคําสั่งได้
มาตรา ๒๒
กําหนดระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายกําหนดไว้หรือที่ศาลเป็นผู้กําหนดก็ดี เพื่อให้ดําเนินหรือมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ให้ศาลคํานวณตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยระยะเวลา
มาตรา ๒๓
เมื่อศาลเห็นสมควรหรือมีคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้อง ให้ศาลมีอํานาจที่จะออกคําสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กําหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กําหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกําหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดําเนินหรือมิให้ดําเนินกระบวนวิธีพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นแต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้พึงทําได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคําสั่งหรือคู่ความมีคําขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย
มาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง
เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสําคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดําเนินการพิจารณาประเด็นข้อสําคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทําให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคําขอ ให้ศาลมีอํานาจที่จะมีคําสั่งให้มีผลว่าก่อนดําเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น
มาตรา ๒๔ วรรคสอง
ถ้าศาลเห็นว่าคําวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทําให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้นหรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปโดยคําพิพากษาหรือคําสั่งฉบับเดียวกันก็ได้
มาตรา ๒๔ วรรคสาม
คําสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗
มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง
ถ้าคู่ความฝ่ายใดยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้องให้ศาลสั่งกําหนดวิธีการอย่างใด ๆ ที่บัญญัติไว้ในภาค ๔ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคําพิพากษาหรือคําสั่ง ให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตหรือยกคําขอนั้นเสียโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๒๕ วรรคสอง
ถ้าในเวลาที่ยื่นคําขอนั้นศาลจะชี้ขาดคดีได้อยู่แล้ว ศาลจะวินิจฉัยคําขอนั้นในคําพิพากษา หรือในคําสั่งชี้ขาดคดีก็ได้
มาตรา ๒๖
ถ้าศาลได้ตั้งข้อถาม หรือออกคําสั่งหรือชี้ขาดเกี่ยวด้วยการดําเนินคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีเรื่องนั้นคัดค้านข้อถามหรือคําสั่งหรือคําชี้ขาดนั้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลจะดําเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดข้อถามหรือคําสั่งหรือคําชี้ขาดที่ถูกคัดค้านและสภาพแห่งการคัดค้านลงไว้ในรายงาน แต่ส่วนเหตุผลที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างอิงนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงาน หรือกําหนดให้คู่ความฝ่ายที่คัดค้านยื่นคําแถลงเป็นหนังสือเพื่อรวมไว้ในสํานวน
มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง
ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียน และการยื่นหรือการส่งคําคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้อง ให้ศาลมีอํานาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคําสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร
มาตรา ๒๗ วรรคสอง
ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคําพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดําเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ
มาตรา ๒๗ วรรคสาม
ถ้าศาลสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบใด ๆ อันมิใช่เรื่องที่คู่ความละเลยไม่ดําเนินกระบวนพิจารณาเรื่องนั้นภายในระยะเวลาซึ่งกฎหมายหรือศาลกําหนดไว้ เพียงเท่านี้ไม่เป็นการตัดสิทธิคู่ความฝ่ายนั้น ในอันที่จะดําเนินกระบวนพิจารณานั้น ๆ ใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบังคับ
มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง
ถ้ามีคดีหลายเรื่องค้างพิจารณาอยู่ในศาลเดียวกันหรือในศาลชั้นต้นสองศาลต่างกัน และคู่ความทั้งหมด หรือแต่บางฝ่ายเป็นคู่ความรายเดียวกัน กับทั้งการพิจารณาคดีเหล่านั้น ถ้าได้รวมกันแล้ว จะเป็นการสะดวก หากศาลนั้นหรือศาลหนึ่งศาลใดเหล่านั้นเห็นสมควรให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือหากคู่ความทั้งหมดหรือแต่บางฝ่ายมีคําขอให้พิจารณาคดีรวมกันโดยแถลงไว้ในคําให้การหรือทําเป็นคําร้องไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคําพิพากษา เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแห่งคดีนั้น ๆ แล้ว ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่า คดีเหล่านั้นเกี่ยวเนื่องกัน ก็ให้ศาลมีอํานาจออกคําสั่งให้พิจารณาคดีเหล่านั้นรวมกัน
มาตรา ๒๘ วรรคสอง
ถ้าจะโอนคดีมาจากอีกศาลหนึ่งหรือโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งที่มีเขตอํานาจเหนือคดีนั้น ศาลจะมีคําสั่งก่อนที่ได้รับความยินยอมของอีกศาลหนึ่งนั้นไม่ได้ แต่ถ้าศาลที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอม ก็ให้ศาลที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด คําสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง
ถ้าคดีที่ฟ้องกันนั้นมีข้อหาหลายข้อด้วยกันและศาลเห็นว่าข้อหาข้อหนึ่งข้อใดเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกันกับข้ออื่น ๆ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้องให้ศาลมีคําสั่งให้แยกคดีเสียโดยเร็ว ถ้าโจทก์ประสงค์จะให้พิจารณาข้อหาเช่นว่านั้นต่อไป ก็ให้ศาลดําเนินการพิจารณาคดีไปเสมือนหนึ่งว่าเป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก โดยมีเงื่อนไขที่ศาลจะกําหนดไว้ตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๒๙ วรรคสอง
ถ้าคดีที่ฟ้องกันนั้นมีข้อหาหลายข้อ และศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อใดข้อหนึ่งออกจากกันแล้ว จะทําให้การพิจารณาข้อหาเหล่านั้นสะดวก ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคําพิพากษา เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความผู้มีส่วนได้เสียยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้อง และเมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ให้ศาลมีอํานาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อใดข้อหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่อง ๆ ไป
มาตรา ๓๐
ให้ศาลมีอํานาจออกข้อกําหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจําเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดําเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อํานาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดําเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรําคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร
มาตรา ๓๑ (๑)
ผู้ใดกระทําการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาล (๑) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดของศาลตามมาตราก่อนอันว่าด้วยการรักษาความเรียบร้อย หรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล
มาตรา ๓๑ (๒)
ผู้ใดกระทําการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาล (๒) เมื่อได้มีคําร้องและได้รับอนุญาตจากศาลให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา ๑๕๖/๑ แล้ว ปรากฏว่าได้แสดงข้อเท็จจริงหรือเสนอพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลในการไต่สวนคําร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
มาตรา ๓๑ (๓)
ผู้ใดกระทําการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาล (๓) เมื่อรู้ว่าจะมีการส่งคําคู่ความหรือส่งเอกสารอื่น ๆ ถึงตน แล้วจงใจไปเสียให้พ้น หรือหาทางหลีกเลี่ยงที่จะไม่รับคําคู่ความหรือเอกสารนั้นโดยสถานอื่น
มาตรา ๓๑ (๔)
ผู้ใดกระทําการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาล (๔) ตรวจเอกสารทั้งหมด หรือฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสํานวนความ หรือคัดเอาสําเนาเอกสารเหล่านั้นไป โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ มาตรา ๕๔
มาตรา ๓๑ (๕)
ผู้ใดกระทําการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาล (๕) ขัดขืนไม่มาศาล เมื่อศาลได้มีคําสั่งตามมาตรา ๑๙ หรือเมื่อมีหมายเรียกลูกหนี้ตามคําพิพากษาหรือบุคคลอื่นตามมาตรา ๒๗๗
มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง (๑)
ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๑) ไม่ว่าเวลาใด ๆ ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่ามานั้นได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ซึ่งข้อความหรือความเห็นอันเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่น ๆ แห่งคดี หรือกระบวนพิจารณาใด ๆ แห่งคดี ซึ่งเพื่อความเหมาะสมหรือเพื่อคุ้มครองสาธารณประโยชน์ ศาลได้มีคําสั่งห้ามการออกโฆษณาสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าโดยวิธีเพียงแต่สั่งให้พิจารณาโดยไม่เปิดเผยหรือโดยวิธีห้ามการออกโฆษณาโดยชัดแจ้ง
มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง (๒)(ก)
ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๒) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคําพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทําให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น ก. เป็นการแสดงผิดจากข้อเท็จจริงแห่งคดี หรือ
มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง (๒)(ข)
ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๒) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคําพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทําให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น ข. เป็นรายงานหรือย่อเรื่องหรือวิภาค ซึ่งกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง หรือ
มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง (๒)(ค)
ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๒) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคําพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทําให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น ค. เป็นการวิภาคโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการดําเนินคดีของคู่ความ หรือคําพยานหลักฐาน หรือนิสัยความประพฤติของคู่ความหรือพยาน รวมทั้งการแถลงข้อความอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความหรือพยาน แม้ถึงว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง หรือ
มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง (๒)(ง)
ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทําผิดฐานละเมิดอํานาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๒) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคําพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทําให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น ง. เป็นการชักจูงให้เกิดมีคําพยานเท็จ
มาตรา ๓๒ วรรคสอง
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้นําวิเคราะห์ศัพท์ทั้งปวงในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาใช้บังคับ
มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง
ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดกระทําความผิดฐานละเมิดอํานาจศาลใด ให้ศาลนั้นมีอํานาจสั่งลงโทษโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือทั้งสองวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (ก) ไล่ออกจากบริเวณศาล หรือ (ข) ให้ลงโทษจําคุก หรือปรับ หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา ๓๓ วรรคสอง
การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้นให้กระทําได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจําเป็นจะเรียกให้ตํารวจช่วยจัดการก็ได้
มาตรา ๓๓ วรรคสาม
ในกรณีกําหนดโทษจําคุกและปรับนั้นให้จําคุกได้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา ๓๔
ถ้าจะต้องดําเนินกระบวนพิจารณาทั้งเรื่องหรือแต่บางส่วน โดยทางอาศัยหรือโดยร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ในเมืองต่างประเทศ เมื่อไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้สําหรับเรื่องนั้นแล้ว ให้ศาลปฏิบัติตามหลักทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ
มาตรา ๓๔/๑ วรรคหนึ่ง
เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมหรือเพื่อความเหมาะสมสําหรับคดีบางประเภท ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการฟ้องคดี การสืบพยานและการรับฟังพยานหลักฐานการวินิจฉัยคดี ตลอดจนการดําเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามความจําเป็น
มาตรา ๓๔/๑ วรรคสอง
ข้อกําหนดตามวรรคหนึ่งเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้