Level 5 Level 7
Level 6

ลักษณะ ๒ หมวด ๕ รายงานและสำนวนความ


28 words 0 ignored

Ready to learn       Ready to review

Ignore words

Check the boxes below to ignore/unignore words, then click save at the bottom. Ignored words will never appear in any learning session.

All None

Ignore?
มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง
บรรดากระบวนพิจารณาเกี่ยวด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งทั้งหลายซึ่งศาลเป็นผู้ทํานั้น ให้ทําเป็นภาษาไทย
มาตรา ๔๖ วรรคสอง
บรรดาคําคู่ความและเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่คู่ความหรือศาลหรือเจ้าพนักงานศาลได้ทําขึ้นซึ่งประกอบเป็นสํานวนของคดีนั้น ให้เขียนเป็นหนังสือไทยและเขียนด้วยหมึกหรือดีดพิมพ์หรือตีพิมพ์ ถ้ามีผิดตกที่ใดห้ามมิให้ขูดลบออก แต่ให้ขีดฆ่าเสียแล้วเขียนลงใหม่ และผู้เขียนต้องลงชื่อไว้ที่ริมกระดาษ ถ้ามีข้อความตกเติมให้ผู้ตกเติมลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อย่อไว้เป็นสําคัญ
มาตรา ๔๖ วรรคสาม
ถ้าต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่ส่งต่อศาลได้ทําขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทําคําแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสําคัญ โดยมีคํารับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ
มาตรา ๔๖ วรรคสี่
ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดที่มาศาลไม่เข้าใจภาษาไทยหรือเป็นใบ้หรือหูหนวกและอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ ให้ให้คู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดหาล่าม
มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง
ถ้าคู่ความหรือบุคคลใดยื่นใบมอบอํานาจต่อศาล ให้ศาลมีอํานาจที่จะสั่งให้คู่ความหรือบุคคลนั้น ให้ถ้อยคําสาบานตัวว่าเป็นใบมอบอํานาจอันแท้จริง
มาตรา ๔๗ วรรคสอง
ถ้าศาลมีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอํานาจที่ยื่นนั้นจะไม่ใช่ใบมอบอํานาจอันแท้จริงก็ดี หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคําร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอํานาจนั้นจะมิใช่ใบมอบอํานาจอันแท้จริงก็ดี ให้ศาลมีอํานาจที่จะสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยื่นใบมอบอํานาจตามที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้
มาตรา ๔๗ วรรคสาม
ถ้าใบมอบอํานาจนั้นได้ทําในราชอาณาจักรสยามต้องให้นายอําเภอเป็นพยาน ถ้าได้ทําในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยาม ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน ถ้าได้ทําในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยาม ต้องให้บุคคลเหล่านี้เป็นพยานคือเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ด หรือบุคคลอื่นซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอํานาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านี้ และต้องมีใบสําคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอํานาจกระทําการได้
มาตรา ๔๗ วรรคสี่
บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ให้ใช้บังคับแก่ใบสําคัญและเอกสารอื่น ๆ ทํานองเช่นว่ามานี้ ซึ่งคู่ความจะต้องยื่นต่อศาล
มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง
ในคดีทุกเรื่อง ให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ของศาลไว้ทุกครั้ง
มาตรา ๔๘ วรรคสอง
รายงานนั้นต้องมีรายการต่อไปนี้ (๑) เลขคดี (๒) ชื่อคู่ความ (๓) สถานที่ วัน และเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือดําเนินกระบวนพิจารณา (๔) ข้อความโดยย่อเกี่ยวด้วยเรื่องที่กระทําและรายการข้อสําคัญอื่น ๆ (๕) ลายมือชื่อผู้พิพากษา
มาตรา ๔๘ วรรคสาม
เมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้หรือเมื่อศาลเห็นเป็นการจําเป็นก็ให้ศาลจดบันทึก (โดยจดรวมไว้ในรายงานพิสดารหรืออีกส่วนหนึ่งต่างหาก) ซึ่งคําแถลงหรือคําคัดค้านในข้อสําคัญข้อตกลง คําชี้ขาด คําสั่ง หรือการอื่น ๆ หรือกระบวนพิจารณาที่ทําด้วยวาจาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา ๔๙
ในส่วนที่เกี่ยวด้วยคําแถลงหรือคําคัดค้านของคู่ความ หรือคําให้การของพยานหรือผู้เชี่ยวชาญหรือข้อตกลงในการสละสิทธิของคู่ความนั้น ให้ถือว่ารายงานของศาลเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นได้ต่อเมื่อศาลได้อ่านให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฟังและได้จดลงไว้ซึ่งข้อแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ขอร้องหรือที่ชี้แจงใหม่ ทั้งคู่ความหรือบุคคลนั้น ๆ ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสําคัญ
มาตรา ๕๐ (๑)
ถ้าคู่ความฝ่ายใด หรือบุคคลใดจะต้องลงลายมือชื่อในรายงานใดเพื่อแสดงรับรู้รายงานนั้น หรือจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารใดเพื่อรับรองการอ่านหรือการส่งเอกสารเช่นว่านั้น (๑) การลงลายมือ พิมพ์นิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นที่ได้ทําต่อหน้าศาลนั้น ไม่จําต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง
มาตรา ๕๐ (๒)
(๒) ถ้าคู่ความ หรือบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าวแล้ว ลงลายมือชื่อไม่ได้ หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้ศาลทํารายงานจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ
มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง (๑)
ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปฏิบัติดังนี้ (๑) ลงทะเบียนคดีในสารบบความของศาลตามลําดับที่รับไว้ กล่าวคือ ตามวันและเวลาที่ยื่นหรือเสนอคําฟ้องเพื่อเริ่มคดีต่อศาล ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้
มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง (๒)
ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปฏิบัติดังนี้ (๒) ลงทะเบียนคําพิพากษา หรือคําสั่งชี้ขาดคดีทั้งหมดของศาลในสารบบคําพิพากษา
มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง (๓)
ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปฏิบัติดังนี้ (๓) รวบรวมรายงานและเอกสารที่ส่งต่อศาลหรือศาลทําขึ้น กับคําสั่งและคําพิพากษาของศาล ไว้ในสํานวนความเรื่องนั้น แล้วเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย
มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง (๔)
ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปฏิบัติดังนี้ (๔) คัดสําเนาคําพิพากษา คําสั่งชี้ขาดคดี แล้วเก็บรักษาไว้เรียงตามลําดับและในที่ปลอดภัย
มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง (๕)
ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปฏิบัติดังนี้ (๕) เก็บรักษาสารบบและสมุดของศาล เช่นสารบบความและสารบบคําพิพากษาไว้ในที่ปลอดภัย
มาตรา ๕๑ วรรคสอง
การจัดทําสารบบความหรือสารบบคําพิพากษา การรวบรวมเอกสารในสํานวนความ และการเก็บรักษาสําเนาคําพิพากษาหรือคําสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) อาจกระทําในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ และให้ถือว่าสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวที่รับรองโดยวิธีการที่ศาลกําหนดเป็นสําเนาสารบบความหรือสารบบคําพิพากษา หรือเป็นสําเนาเอกสารในสํานวนความ แล้วแต่กรณี และให้ใช้แทนต้นฉบับได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดไว้ในข้อกําหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และเมื่อข้อกําหนดนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๕๒
เมื่อคําพิพากษาหรือคําสั่งอันเป็นเด็ดขาดถึงที่สุดแล้วเรื่องใดได้มีการปฏิบัติตาม หรือบังคับไปแล้ว หรือระยะเวลาที่กําหนดไว้เพื่อการบังคับนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว ให้ศาลที่เก็บสํานวนนั้นไว้ จัดส่งสํานวนนั้นไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อเก็บรักษาไว้หรือจัดการตามกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น
มาตรา ๕๓
ถ้ารายงาน คําพิพากษา คําสั่งหรือเอกสารอื่นใดที่รวมไว้ในสํานวนความซึ่งยังอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือรอการบังคับของศาลสูญหายไป หรือบุบสลายทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เป็นการขัดข้องต่อการชี้ขาดตัดสินหรือบังคับคดีเมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้อง ให้ศาลสั่งคู่ความหรือบุคคลผู้ถือเอกสารนั้น นําสําเนาที่รับรองถูกต้องมาส่งต่อศาล ถ้าหากสําเนาเช่นว่านั้นทั้งหมดหรือบางส่วนหาไม่ได้ ให้ศาลมีคําสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ หรือมีคําสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง (๑)
คู่ความก็ดี หรือพยานในส่วนที่เกี่ยวกับคําให้การของตนในคดีนั้นก็ดีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบหรือมีเหตุผลอันสมควรก็ดี อาจร้องขออนุญาตต่อศาลไม่ว่าเวลาใดในระหว่าง หรือภายหลังการพิจารณาเพื่อตรวจเอกสารทั้งหมดหรือแต่บางฉบับในสํานวนเรื่องนั้น หรือขอคัดสําเนา หรือขอให้จ่าศาลคัดสําเนาและรับรอง แต่ทั้งนี้ (๑) ห้ามมิให้อนุญาตเช่นว่านั้นแก่บุคคลอื่นนอกจากคู่ความหรือพยานในคดีที่พิจารณาโดยไม่เปิดเผย หรือในคดีที่ศาลได้มีคําสั่งห้ามการตรวจหรือคัดสําเนาเอกสารในสํานวนทั้งหมดหรือบางฉบับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือผลประโยชน์ทั่วไปของประชาชน ถึงแม้ผู้ขอจะเป็นคู่ความหรือพยานก็ห้ามมิให้อนุญาตดุจกัน แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของคู่ความในการที่จะตรวจหรือคัดสําเนาคําพิพากษาหรือคําสั่งในคดีนั้น หรือในการที่จะขอสําเนาอันรับรองถูกต้อง
มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง (๒)
คู่ความก็ดี หรือพยานในส่วนที่เกี่ยวกับคําให้การของตนในคดีนั้นก็ดีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบหรือมีเหตุผลอันสมควรก็ดี อาจร้องขออนุญาตต่อศาลไม่ว่าเวลาใดในระหว่าง หรือภายหลังการพิจารณาเพื่อตรวจเอกสารทั้งหมดหรือแต่บางฉบับในสํานวนเรื่องนั้น หรือขอคัดสําเนา หรือขอให้จ่าศาลคัดสําเนาและรับรอง แต่ทั้งนี้ (๒) ห้ามมิให้อนุญาตให้คู่ความคัดถ้อยคําพยานฝ่ายตนจนกว่าจะได้สืบพยานฝ่ายตนเสร็จสิ้นแล้ว เว้นแต่จะมีพฤติการณ์พิเศษที่จะให้อนุญาต
มาตรา ๕๔ วรรคสอง
เมื่อได้ให้อนุญาตแล้ว การตรวจ หรือการคัดสําเนานั้น ให้ผู้ขอหรือบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ขอโดยชอบเป็นผู้คัดตามเวลาและเงื่อนไขซึ่งจ่าศาลจะได้กําหนดให้เพื่อความสะดวกของศาลหรือเพื่อความปลอดภัยของเอกสารนั้น
มาตรา ๕๔ วรรคสาม
ห้ามมิให้คัดสําเนาคําพิพากษาหรือคําสั่ง ก่อนที่ได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งนั้นและก่อนที่ได้ลงทะเบียนในสารบบคําพิพากษา
มาตรา ๕๔ วรรคสี่
ในกรณีที่ศาลได้ทําคําอธิบายเพิ่มเติมกลัดไว้กับรายงานแห่งคําสั่งหรือคําพิพากษาซึ่งกระทําด้วยวาจาตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๑ คําอธิบายเพิ่มเติมเช่นว่านั้นคู่ความจะขอตรวจหรือขอคัดสําเนา หรือขอสําเนาเสมือนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคําสั่งหรือคําพิพากษาก็ได้
มาตรา ๕๔ วรรคห้า
สําเนาที่รับรองนั้น ให้จ่าศาลเป็นผู้รับรองโดยเรียกค่าธรรมเนียมตามที่กําหนดไว้ในอัตราท้ายประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีที่ผู้ขอตรวจเอกสารหรือขอคัดสําเนาด้วยตนเอง ไม่ต้องเรียกค่าธรรมเนียม