Level 2 Level 4
Level 3

หมวด ๒ พยานบุคคล


19 words 0 ignored

Ready to learn       Ready to review

Ignore words

Check the boxes below to ignore/unignore words, then click save at the bottom. Ignored words will never appear in any learning session.

All None

Ignore?
มาตรา ๒๓๒
ห้ามมิให้โจทก์อ้างจําเลยเป็นพยาน
มาตรา ๒๓๓ วรรคหนึ่ง
จําเลยอาจอ้างตนเองเป็นพยานได้ ในกรณีที่จําเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ศาลจะให้เข้าสืบก่อนพยานอื่นฝ่ายจําเลยก็ได้ ถ้าคําเบิกความของจําเลยนั้นปรักปรําหรือเสียหายแก่จําเลยอื่น จําเลยอื่นนั้นซักค้านได้
มาตรา ๒๓๓ วรรคสอง
ในกรณีที่จําเลยเบิกความเป็นพยาน คําเบิกความของจําเลยย่อมใช้ยันจําเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคําเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
มาตรา ๒๓๔
พยานไม่ต้องตอบคําถามซึ่งโดยตรงหรืออ้อม อาจจะทําให้เขาถูกฟ้องคดีอาญา เมื่อมีคําถามเช่นนั้น ให้ศาลเตือนพยาน
มาตรา ๒๓๕ วรรคหนึ่ง
ในระหว่างพิจารณา เมื่อเห็นสมควร ศาลมีอํานาจถามโจทก์จําเลยหรือพยานคนใดได้
มาตรา ๒๓๕ วรรคสอง
ห้ามมิให้ถามจําเลยเพื่อประโยชน์แต่เฉพาะจะเพิ่มเติมคดีโจทก์ซึ่งบกพร่อง เว้นแต่จําเลยจะอ้างตนเองเป็นพยาน
มาตรา ๒๓๖
ในระหว่างพิจารณาศาลมีอํานาจสั่งให้ผู้ที่จะเป็นพยานซึ่งมิใช่จําเลย ออกไปอยู่นอกห้องพิจารณาจนกว่าจะเข้ามาเบิกความ อนึ่งเมื่อพยานเบิกความแล้วจะให้รออยู่ในห้องพิจารณาก่อนก็ได้
มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง
บันทึกคําเบิกความพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณานั้น ให้ศาลอ่านให้พยานฟังต่อหน้าจําเลย เว้นแต่ในกรณีดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕ วรรคสาม
มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง
ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคําเบิกความพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคําเบิกความพยานในชั้นพิจารณา โดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคําถามค้านของจําเลยไปทันทีได้ เว้นแต่ในข้อหาความผิดที่กฎหมายกําหนดอัตราโทษอย่างต่ําจําคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคหนึ่ง
ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนําพยานนั้นมาสืบในภายหน้า พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคําร้องขอจากผู้เสียหายหรือจากพนักงานสอบสวน จะยื่นคําร้องโดยระบุการกระทําทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทําผิดต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคําสั่งให้สืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ถ้ารู้ตัวผู้กระทําความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมอยู่ในอํานาจพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ให้พนักงานอัยการนําตัวผู้นั้นมาศาล หากถูกควบคุมอยู่ในอํานาจของศาล ให้ศาลเบิกตัวผู้นั้นมาพิจารณาต่อไป
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคสอง
เมื่อศาลได้รับคําร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลสืบพยานนั้นทันที ในการนี้ ผู้ต้องหาจะซักค้านหรือตั้งทนายความซักค้านพยานนั้นด้วยก็ได้
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคสาม
ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหานั้นถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดอาญา ซึ่งหากมีการฟ้องคดีจะเป็นคดีซึ่งศาลจะต้องตั้งทนายความให้ หรือจําเลยมีสิทธิขอให้ศาลตั้งทนายความให้ตามมาตรา ๑๗๓ ก่อนเริ่มสืบพยานดังกล่าว ให้ศาลถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ในกรณีที่ศาลต้องตั้งทนายความให้ ถ้าศาลเห็นว่าตั้งทนายความให้ทันก็ให้ตั้งทนายความให้และดําเนินการสืบพยานนั้นทันที แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่สามารถตั้งทนายความได้ทันหรือผู้ต้องหาไม่อาจตั้งทนายความได้ทัน ก็ให้ศาลซักถามพยานนั้นให้แทน
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคสี่
คําเบิกความของพยานดังกล่าวให้ศาลอ่านให้พยานฟัง หากมีตัวผู้ต้องหาอยู่ในศาลด้วยแล้ว ก็ให้ศาลอ่านคําเบิกความดังกล่าวต่อหน้าผู้ต้องหา
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคห้า
ถ้าต่อมาผู้ต้องหานั้นถูกฟ้องเป็นจําเลยในการกระทําความผิดอาญานั้น ก็ให้รับฟังคําพยานดังกล่าวในการพิจารณาคดีนั้นได้
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคหก
ในกรณีที่ผู้ต้องหาเห็นว่า หากตนถูกฟ้องเป็นจําเลยแล้ว บุคคลซึ่งจําเป็นจะต้องนํามาสืบเป็นพยานของตนจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือเป็นบุคคลมีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาลที่พิจารณาคดี หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนําพยานนั้นมาสืบในภายหน้า ผู้ต้องหานั้นจะยื่นคําร้องต่อศาลโดยแสดงเหตุผลความจําเป็น เพื่อให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้สืบพยานบุคคลนั้นไว้ทันทีก็ได้
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคเจ็ด
เมื่อศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตให้สืบพยานนั้นและแจ้งให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องทราบ ในการสืบพยานดังกล่าว พนักงานอัยการมีสิทธิที่จะซักค้านพยานนั้นได้ และให้นําความในวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๓๗ ทวิ วรรคแปด
ให้นําบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๒ ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสืบพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี
มาตรา ๒๓๗ ตรี วรรคหนึ่ง
ให้นําความในมาตรา ๒๓๗ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่กรณี การสืบพยานผู้เชี่ยวชาญ และพยานหลักฐานอื่น และแก่กรณีที่ได้มีการฟ้องคดีไว้แล้วแต่มีเหตุจําเป็นที่ต้องสืบพยานหลักฐานไว้ก่อนถึงกําหนดเวลาสืบพยานตามปกติตามมาตรา ๑๗๓/๒ วรรคสองด้วย
มาตรา ๒๓๗ ตรี วรรคสอง
ในกรณีที่พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงอันสําคัญในคดีได้ หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากมีการเนิ่นช้ากว่าจะนําพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อันสําคัญมาสืบในภายหน้าพยานหลักฐานนั้นจะสูญเสียไปหรือเป็นการยากแก่การตรวจพิสูจน์ ผู้ต้องหาหรือพนักงานอัยการโดยตนเองหรือเมื่อได้รับคําร้องจากพนักงานสอบสวนหรือผู้เสียหาย จะยื่นคําร้องขอ ให้ศาลสั่งให้ทําการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามความในมาตรา ๒๔๔/๑ ไว้ก่อนฟ้องก็ได้ ทั้งนี้ ให้นําบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม